วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

เสื้อฝรั่งในสมัยรัชกาลที่ 5

            ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่กรุงรัตนโกสินทร์เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด จึงมีชาวต่าวชาติจำนวนมากเข้ามาทำการค้าในประเทศ ชนชาติไทยจึงได้รับอิทธิพลต่างๆจากชาวต่างชาติ รวมถึงเรื่องเครื่องแต่งกาย โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นถึงท้ายรัชกาล และได้ส่งผลต่อไปถึงรัชกาลอื่นๆด้วย

     

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ทรงสไบปักไม่ทรงเสื้อตามแบบสตรีในสมัยต้นรัชกาลที่ 5

สวมเสื้อห่มสไบทับ
                ยุคก่อนหน้าสตรีไทยห่มสไบตัวเปล่า ช่วงต้นรัชกาลเมื่องานราชาภิเษกปี2416โปรดเกล้าให้สวมเสื้อเลิกนุ่งจีบ เปลี่ยนมานุ่งโจง จะนุ่งจีบเมื่อแต่งเต็มยศใหญ่เท่านั้นช่วงนี่สตรีไทยหันมาไว้ผมยาวตามพระราชดำริของร.5 นำโดยเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ลักษณะของเสื้อนั้นเป็นเสื้ิอฝรั่งเข้ารูปเป็นแบบเรียบๆห่มสไบอัดกลีบแถบกว้าง


ในพระราชพิธีใหญ่                                              ในวันธรรมดา



สมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า ในฉลองพระองค์แขนยาวห่มสไบปักเต็มยศ


สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์


เจ้าคุณพระประยูรวงศ์



แบบเสื้อฝรั่งเข้ารูปแขนพองเล็กน้อย

เสื้อประดับลูกไม้
             เป็นเสื้อที่มีการระบายลูกไม้เริ่มใช้เมื่อใดไม่ทราบแน่ชัดน่าจะราวพศ.2425แต่คาดว่าเข้ามาพร้อมกับห้างฝรั่งซึ่งก่อนหน้าสตรีไทยใส่เสื้อเรียบๆเท่านั่น เมื่อเสื้อมีการประดับลูกไม้มากขึ้นสไบแพรจึงแคบลงกลายเป็นสายสะพายไปโดยปริยาย ส่วนผมนั้นตัดสั้นเป็นทรงเรียกทรงดอกกระทุ่มจะหวีแสกหรือเสยก็ได้





พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ



เสื้อประดับลูกไม้ของฝรั่ง

เสื้อแขนพองแบบขาหมูแฮม
            จัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ภาษาอังกฤษเรียก lego' mutton sleeve แปลว่าขาแกะแต่คนไทยกินหมูมากกว่าแกะจึงเรียกเป็นขาหมูแฮม เป็นที่นิยมกันในปี 1895 (พศ.2438) เริ่มหายไปราว ปี 1906  (พศ.2449)  เสื้อแขนหมูแฮมนั้นมีมากมายหลายแบบสุดแต่จะประดิษฐ์คิดค้น


ด้านขวาการแต่งกายในพระราชพิธีใหญ่



แขนหมูแฮมแบบต่างๆ



เสื้อแขนหมูแฮมของฝรั่ง


ขาแฮมที่มาของแบบเสื้อ


       


สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ


พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์

เสื้อทรงS
             ช่วงปี1900 (พศ.2457) แฟชั่นเสื้อมีคอสูงขึ้นและแขนเริ่มลีบลง ในตะวันตกเรียกว่า Alexandra bodice หรือ princess line เกิดจากช่างภาพวาดการ์ตูนล้อเลียน Queen Alexandra ให้มีเอวคอดอกใหญ่เป็นตัว S สมัยนี้นิยมเสื้อที่ผลิตผ้าสีขาวปักลวดลายฉลุลาย



ซ้ายแต่งตามสมัยนิยม
ขวาสำหรับตำหนักพระราชชายาเจ้าดารารัศมีจะยุ่งซิ่นเหนือหรือบางครั้งจะนุ่งซิ่นพม่าลุนตยาต่อตีนจก




สมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า



พระราชชายาเจ้าดารารัศมี



สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์



แบบเสื้อฝรั่งจะเห็นว่าด้านข้างเป็นตัว S

เสื้อคอเว้า
           ช่วงปี 1905 (พศ.2462) ปลายรัชกาลเริ่มนิยมเสื้อคอเว้าลึกและความยาวของแขนเสื้ออยู่ระดับศอกแต่มีการระบายลูกไม้ให้ฟูฟ่องส่วนสายสะพายแนบตัวนั้นเริ่มหย่อนลงเนื่องจากความฟูของระบายผ้านั่นเองเรียกว่าสายสะพายแพรและไม่นิยมอัดกลีบผ้า ทรงผมช่วงนี้นิยมตีผมป่องคล้ายมวยญี่ปุ่นและเริ่มมีการไว้ผมยาวบ้างแต่ไม่นิยมเท่าไรนัก


ซ้ายการแต่งกายในวันธรรมดา                             ขวาเมื่อมีพระราชพิธี




พระราชชายาเจ้าดารารัศมี






เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์



แบบเสื้อคอเว้าของฝรั่ง

แบบเสื้อของสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นคาบเกี่ยวกับสมัยรัชกาลที่ 6 และจะนำเสนอให้ศึกษาในครั้งต่อไป  



การแต่งกายสมัย รัชกาลที่ 9

รัชกาลที่ 9 ชุดไทยพระราชนิยม



           ชุดไทยแบบดั้งเดิมนั้นแทบจะสูญหายไป ชุดไทยพระราชนิยมเกิดจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเพื่อหาแบบชุดไทยที่ร่วมสมัยเพื่อทรงในระหว่างเสด็จประพาสยุโรป โดยศึกษาค้นคว้าจากภาพถ่ายเก่าและออกแบบปรับปรุงให้เข้ากับสมัยนิยมมีทั้งสิ้น8แบบ
           ในภาพเป็นชุดไทยจักรี เป็นชุดไทยห่มสไบบ่าเดียวโดยไม่สวมเสื้อ ผมวาดโดยให้ออกมาในสไตล์ยุคปี2517 สังเกตุว่าชุดจะเข้ารูปแนบเนื้อกว่าแบบปัจจุบันและชายผ้านุ่งจะยาวประมาณตาตุ่ม



คลิกชมภาพต่อไป


ภาพถ่ายร่วมสมัย


การแต่งกายสมัย รัชกาลที่ 8

รัชกาลที่ 8 แบบรัฐนิยม


           สมัยจอมพลป. พิบูลสงครามเป็นนายกฯได้ออกกฏหมายว่าด้วยเรื่องรัฐนิยมหลายอย่างเช่นการยกเลิกการกินหมาก ยกเลิกการนุ่งโจง ยกเลิกการตัดผมสั้น สวมหมวก สวมเสื้ิอ นุ่งกางเกงของชาย และการนุ่งกระโปรงหรือผ้าถุงของสตรี เพื่อเป็นการสร้างชาติให้มีอารยะขึ้น
           ในภาพเป็นชุดที่แต่งในงานกลางคืนไม่สวมหมวก ไว้ผมดัดลอนตามสมัยนิยม สวมเสื้อแบบสมัยนิยม นุ่งผ้าถุง 



ภาพถ่่ายร่วมสมัย

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

การแต่งกายสมัย รัชกาลที่ 7

รัชกาลที่ 7 เสื้อทรงถังเหล้ากับผ้าถุงแบบสั้น


           สมัยรัชกาลที่7กินเวลาตั้งแต่กลางยุค1920ซึ่งทางฝั่งตะวันตกนิยมชุดที่สั้นเห็นเรียวขาโดยชายเสื้อนั้นอยู่ราวสะโพก ไม่มีการเข้ารูป แขนกุด ซึ่งชุดแบบนี้เรียกกันว่า เสื้อทรงถังเหล้า ซึ่งแฟชั่นในยุคนี้ได้ลดทอนการประดับประดาให้ดูเรียบง่ายขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่1
          ในถาพเป็นแบบชุดที่ใส่กัน เสื้อทรงถังเหล้าขอบเสื้อตกที่ราวสะโพก นุ่งผ้าถุงสั้นระดับต่ำกว่า
ครึ่งแข้ง สวมเครื่องประดับพอควร เสื้อนั้นมีการประดับในรูปแบบของศิลปะแนว art deco



ภาพถ่ายร่วมสมัย

การแต่งกายสมัย รัชกาลที่ 6

รัชกาลที่ 6 แบบพระราชนิยม



           ช่วงต้นรัชกาลยังคงแต่งกายตามแบบสมัยร.5 ล่วงเข้าช่วงกลางของรัชกาลมีแนวคิดแต่งกายตามแบบพระราชนิยมคือไว้ผมยาว ไว้ฟันขาว ไว้ผมยาวในที่นี้คือไว้ให้ยาวกว่าทรงดอกกระทุ่ม และท้ายสุดคือการนุ่งซิ่นแทนการนุ่งโจง
           ในภาพแต่งกายตามแบบพระราชนิยมคือไว้ผมยาวดัดลอน มีสายคาดศีรษะ สวมเสื้อคลุมตะโพก นุ่งซิ่น สังเกตุว่าเสื้อกับผ้านุ่งจะเป็นสีเดียวกันซึ่งเป็นความนิยมที่เอาแบบมาจากตะวันตก


ภาพถ่ายร่วมสมัย

การแต่งกายสมัย รัชกาลที่ 5

รัชกาลที่ 5 สวมเสื้อ ห่มสายสะพาย นุ่งโจง


           
           ช่วงต้นรัชกาลมีพระราขประสงค์ให้ฝ่ายในสวมเสื้อแทนการห่มสไบตัวเปล่า ต่อมาแบบเสื้อมีการพัฒนาขึ้นจากเสื้อแบบเรียบๆเริ่มมีการแต่งลูกไม้ แขนพองเป็นขาหมูแฮม และพัฒนาไปเป็นเสื้อคอตั้ง เสื้อคอเว้า อันเป็นผลมาจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาติตะวันตก เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีอารยะของชาติเพื่อให้รอดพ้นจากลัทธิล่าอณานิคมในสมัยนั้น
           ในภาพสวมเสื้อแขนพองขาหมูแฮม สะพายสายสะพาย นุ่งโจง สีของสายสะพายกับสีของโจงจะเป็นคู่สีตัดกันตามความนิยมของสตรีในวัง ในภาพนุ่งสีลิ้นจี่ห่มสีโศกอันเป็นสีของวันอาทิตย์ ไว้ผมสั้นทรงดอกกระทุ่ม สวมถุงน่อง สวมรองเท้าแบบตะวันตก


ภาพถ่ายร่วมสมัย

การแต่งกายสมัย รัชกาลที่ 4

รัชกาลที่ 4 นุ่งจีบห่มสไบตัวเปล่า


          สมัยรัชกาลที่4เริ่มมีการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้บ้างเช่นเครื่องแต่งการบุรุษ ส่วนเครื่องแต่งกายสตรีนั้นยังคงรูปแบบเดิมอยู่คือการนุ่งจีบห่มสไบ ช่วงปลายรัชกาลเริ่มมีการสวมเสื้อห่มสไบและนุ่งโจงสำหรับสตรีที่ติดตามการแปรพระราชฐาน
         ในภาพแต่งกายตามแบบโบราณคือนุ่งจีบ ห่มสไบอัดกลีบ ห่มสะพักแถบแคบ ไว้ผมสั้น มีผมทัดอยู่บริเวณหู นุ่งห่มสีตัดกันตามคู่สี ในภาพนุ่งม่วงห่มโศกอันเป็นสีจองวันอังคารกับวันเสาร์


ภาพถ่ายร่วมสมัย